www.krabiall.com

Railay, Krabi Thailand

ขึ้นเขา...แลเล...ที่ไร่เลย์

ไม่ต้องไปไกลจนถึงซีกโลก ความสุขก็มาหาเราได้เสมอ แค่ได้อยู่กับสิ่งที่เราชอบ ... ถ้าถามผมว่า ที่ไหนสวยที่สุดในโลก

ผมว่าที่นี่ ... หาดไร่เลย์ จ.กระบี่ ราชอาณาจักรไทย

หากใครได้ดูโฆษณา เนสกาแฟ เรดคัพ หาดไร่เลย์ คือคำตอบของ คุณเรย์ แม็คโดนัลด์. สำหรับผมแล้วได้ดูโฆษณาเมื่อไหร่ ผมรู้สึกยิ้มและรู้สึกภูมิใจทุกครั้งไป ผมเองอยากจะไปหาคำตอบเหมือนกันว่า ไร่เลย์มีมนต์เสน่ห์แบบไหน? ที่ทำให้ใครต่อใคร หลงไหลในพื้นที่แห่งนี้ ! เรามาติดตามชม ทริป ขึ้นเขา แลเล...ที่ไร่เลย์ ของผมกันนะครับ

"ท่าเทียบเรืออ่าวน้ำเมา" คือเส้นทางที่ผมจะไปลงเรือ ผมเลือกเส้นทางนี้ เพราะโดยส่วนตัวผมรู้สึกคุ้นเคยกับบ้านอ่าวน้ำเมามากกว่า เพราะที่นี่ยังคงความเป็นวิถึชาวบ้าน ที่ต่างก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และทีสำคัญผมอยากจะได้ภาพเส้นทางการเดินทางสู่ไร่เลย์จากท่าเรือบ้านอ่าวน้ำเมาแห่งนี้ ซึ่งตรงกับความตั้งใจของผมที่จะสื่อให้ผู้คนรู้จัก บ้านอ่าวน้ำเมา มากยิ่งขึ้น

ผมมาถึงท่าเรือบ้านอ่าวน้ำเมาตอนน้ำลงเต็มที่แล้ว ผมจึงสอบถามถึงการไปไร่เลย์จากพี่คนนึง ที่ผมคุ้นหน้าเพราะเป็นชาวบ้าน บ้านอ่าวน้ำเมา ว่าไปไร่เลย์ต้องขึ้นเรือตรงไหนครับ? พี่เค้าบอกกับผมว่า ต้องเดินไปลงเรือที่สะพาน ค่าเรือโดยสารคนละ 60 บาท แต่ต้องรอหน่อยนะ รอจนกว่าจะมีผู้โดยสารครบ 8 คน หรือถ้ามีเรือก็สามารถออกได้เลย (พูดง่ายๆว่าการออกไปแต่ละลำนั้น ก็จะกะประมาณให้คุ้มกับค่าน้ำมันและค่าเหนื่อยล่ะครับ)

ผมเองก็ไม่รีบมากนักเพราะผมอยากจะมีเวลาที่จะถ่ายภาพบริเวณนี้อยู่แล้ว ระหว่างรอเรือ ผมก็ถ่ายภาพไปเรื่อย ผมว่าความสวยงามของที่นี่ ก็เป็นความสวยงามอีกแบบหนึ่งที่แปลกตาดีครับ

ท่าเทียบเรือที่นี่ไม่มีเรือมากนัก ผู้คนไม่วุ่นวาย ทุกอย่างยังรู้สึกเป็นกันเอง ตอนนี้เท่าที่ผมสังเกตดูมีผู้โดยสาร 5 คนแล้ว สักพักผมก็เห็นพี่คนบอกกับผมว่าให้มาขึ้นเรือที่ท่าเรือตรงสะพานแห่งนี้ ขับรถมอเตอร์ไซต์มา แล้วแกก็มาจัดแจงบอกผู้โดยสารที่นั่งรอและบอกกับผมว่า เดี๋ยวไปลำนี้นะ ขึ้นเรือได้เลย (ปรากฏว่าผู้โดยสารทั้งหมดรวมผมแล้วแค่ 5 คนเพียงเท่านั้นไม่รวมกัปตันเรือนะครับ)

เรือออกเดินทางมาได้สักระยะ ผมก็ได้เก็บภาพบริเวณเส้นทางผ่าน ซึ่งด้านขวามือของเส้นทางเต็มไปด้วย หินผาหลากหลายรูปแบบ บางช่วงก็มีหาดทรายเล็กๆให้เห็นอยู่บ้าง ซึ่งเส้นทางอ่าวน้ำเมาแห่งนี้ ถ้าเกิดช่วงน้ำลงเราก็สามารถเดินเท้ามาที่ไร่เลย์ได้ครับ แต่ก็ต้องใช้เวลาซักหน่อยนะครับ

ตอนนี้เรือวิ่งอ้อมเขาและมุ่งหน้าสู่อ่าวไร่เลย์ และผมก็เห็นแล้วว่าใกล้ถึงไร่เลย์แล้ว ภาพตรงหน้าในตอนนี้ของผมช่างสวยงามมากครับ สถานที่เก่ากับการมาเยือนครั้งใหม่ของผม เวลาเปลี่ยนไปแต่ที่นี่ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้กับผมได้ ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆครับ

ผมเหลียวมองมาทางด้านซ้ายมือ ก็เห็นขุนเขา ผาสูง ซึ่งเป็นหน้าผาที่เป็นจุดเด่นของไร่เลย์ คือ กิจกรรมการปีนหน้าผาครับ

ตอนนี้ผมมาถึงไร่เลย์แล้วครับ ผมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าผมจะเริ่มต้นการเดินทางจากตรงไหนก่อนดี คิดอยู่สักครู่ผมก็ตัดสินใจว่า จุดแรกที่ผมจะไปก็คือ จุดปีนผา

ผมเดินมาถึงจุดปีนผา ก็มองดูรอบๆ แลเห็นมีแต่เพียงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่กำลังปีนผากันอยู่ หินผาของที่นี่ช่างงดงามเหลือเกินครับ สมกับคำว่า ที่นี่เป็น "สวรรค์ของนักปีนผา" จริงๆครับ (ถ้ามีโอกาสสักวันนึง ผมก็คงต้องลองดูบ้างแล้วครับ) ที่ผมสนใจเพราะถ้าเกิดผมได้ถือกล้องขึ้นไปบนนั้นแล้วถ่ายภาพ ผมว่ามันน่าจะสุดยอดมากครับ กับจุดชมวิวส่วนตัว ที่รู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา คุณคิดเหมือนกับผมไหมครับ???

ผมถ่ายภาพการปีนผาได้ระยะหนึ่ง ผมต้องเดินทางต่อแล้วครับ จุดที่สองที่ผมจะไปคือ หาดถ้ำพระนาง ผมเดินไปตามเส้นทาง เดินมาได้สักระยะ ผมก็เจอศาลาและป้ายที่บอกว่า View Point และ Lagoon ผมแหงนหน้าขึ้นไปมอง อืมม...นี่มันน้องๆของการปีนผาเลยนะเนี่ย เอาล่ะครับไหนๆก็มาแล้ว ถือเป็นการทดสอบและเป็นการฝึกก่อนที่จะปีนผาแบบจริงๆก็แล้วกัน

ผมจัดแจงเก็บกล้องถ่ายภาพมุ่งหน้าสู่ View Point และ Lagoon ซึ่งตลอดเส้นทางนั้น บางช่วงบางตอนจะมีเชือกเส้นใหญ่ที่เขา (ไม่รู้ว่าใคร) ได้ผูกไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เพื่อช่วยพยุง ใช่ครับการไต่ไปตามเชือก ช่วยให้ผมสะดวกขึ้นเยอะเลยจริงๆครับ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะระมัดระวังอยู่ตลอดเวลาครับ ผมขอแนะนำว่า ถ้าเกิดใครคิดจะไปตรงจุด View Point และ Lagoon นั้น ต้องเตรียมรองเท้าที่กันลื่นนะครับ เป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆครับ

ผมปีนมาได้สักระยะ หยุดพักบ้างตามประสา ผมมาเจอกับป้ายบอกทางว่า อีก 50 เมตรก็จะถึงจุดชมวิว ผมไม่รอช้ารีบใส่พลังฮึดเข้าไป และแล้วผมก็มาถึงจุดชมวิว

ว้าว...สวยงามจริงๆครับ ผมรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ ผมไม่ได้หยุดพักครับแต่ผมรีบเอากล้องเพื่อถ่ายภาพ ผมกดไปเยอะเลยครับ กดไปทุกมุมมองที่ผมเห็น ผมหายเหนื่อยไปโดยปริยายหรือผมลืมเหนื่อยไปเลยก็ไม่รู้

ผมถ่ายภาพบนจุดชมวิวสักพักนึง ผมก็มองไปรอบๆบริเวณนั้นและคิดในใจว่า ลากูน ไปทางไหนนะ? เพราะผมไม่เห็นป้ายบอกทางเลย ผมจึงเริ่มเดินทางกลับไปตรงเส้นทางเดิม ผมก็เห็นเป็นเส้นทางเล็กๆไม่กว้างมากนักเหมือนเส้นทางหลัก ผมก็ลองเดินขึ้นไปดู สิ่งที่ผมเจอคือ จุดชมวิวอีกจุดครับ มันสวยงามกันคนละแบบ แต่ขอบอกก่อนว่า ตรงจุดนี้หาที่ถ่ายภาพค่อนข้างยากครับ กว่าจะได้ภาพมุมดีๆลำบากเหมือนกันครับ เพราะแทบไม่มีที่ให้ได้ยืนถ่ายภาพ ถ้าถ่ายจากไกลๆก็จะมีต้นไม้บดบัง (ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าฝืนนะครับต้องถือความปลอดภัยเป็นเหตุผลแรกครับ)

ผมเดินลงมาจากจุดชมวิวที่สอง เดินกลับไปจุดกลางที่ป้ายบอกว่า 50 เมตรถึงจุดชมวิว ผมเดินวนอยู่สองรอบ ผมก็หาเส้นทางที่จะไปลากูนไม่เจอ ผมเลยหยุดพักครู่หนึ่ง ตอนนี้ผมเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นมาบ้างแล้วครับ แต่ผมยังไม่เจอนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยเลยครับ

ผมนั่งพักอยู่ใกล้กับต้นไม้ใหญ่ ผมก็ได้ยินเสียงนกร้องอยู่ใกล้ๆผม ดูเหมือนว่าจะมีหลายตัวด้วยครับ ผมเองก็สงสัย เป็นนกอะไรนะ? และทำอะไรอยู่บนต้นไม้ต้นนี้? ผมก็รีบหามุมเพื่อที่จะถ่ายภาพ ภาพที่ผมเห็นตอนนี้ ผมรู้สึกแปลกมากครับ นกตัวนึงบินเข้าไปในโพรงไม้ และออกมาตัวก็เปียก??? อืมม... ผมเข้าใจแล้ว ที่นี่เป็นทะเล น้ำส่วนใหญ่จะเป็นน้ำทะเล ดังนั้นต้นไม้ต้นไหนที่มีโพรงและมีน้ำขังจากน้ำฝน ก็จะเป็นที่ๆนกมากินน้ำและอาบน้ำ ผมมองเห็นตัวนึงบินออก ตัวนึงบินเข้า แต่ละตัวต่างแย่งกันน่าดู แต่ทุกตัวที่ออกมาดูสดชื่นมีความสุขจริงๆครับ

ผมนั่งดูนกเล่นน้ำอยู่สักพัก จนมันบินกันไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น และมีอยู่ 4 คนหยุดพักตรงบริเวณผม ซึ่งเขาเหล่านั้นก็หาทางไปลากูนอยู่เหมือนกัน ผมก็เลยเข้าไปทักทาย และเขาก็ถามผมว่าลากูนไปทางนี้หรือเปล่า ผมบอกผมเองก็กำลังหาอยู่ และผมสังเกตที่เขาชี้นิ้วให้ผมดูมันน่าจะใช่เพราะไม่มีเส้นทางอื่นแล้ว ระหว่างนั้นเราก็เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก ที่เดินขึ้นมาจากเส้นทางตรงหน้า แล้วฝรั่งก็ถามคนที่ปีนขึ้นมาว่า เส้นทางนี้ไปลากูนหรือเปล่า? ฝรั่งคนที่กำลังปีนขึ้นมา บอกว่าใช่ มันเป็นคำตอบที่ดีมากสำหรับผม สรุปตอนนี้ผมมีผู้ร่วมเดินทางแล้วครับ ผมให้ฝรั่งเดินนำหน้าไปก่อน ผมเป็นคนสุดท้าย

เราปีนกันลงมาสักพักนึง ก็มาถึงจุดที่เรียกว่า ลำบากที่สุดก็ว่าได้ครับ ฝรั่งกำลังหาช่องทางลง พวกเขามองๆกันดู ก็หยุดพักไม่กล้าที่จะไปต่อ ผมเลยไปมองดูบ้าง เพื่อหาที่เดินลง ผมคิดในใจ มาถึงขนาดนี้แล้วผมคงจะถอยไม่ได้ แล้วผมก็มองเจอช่องทางที่คาดว่าน่าจะสะดวกที่สุดแล้ว ผมใต่เชือกลงไปอย่างระวัดระวัง จนผมลงมาถึงจุดข้างล่างได้ ผมเลยตะโกนบอกฝรั่งว่า ให้ลงมาเส้นนี้ง่ายกว่าจุดอื่นๆ เขามามองดูกันก็ส่ายหน้า คาดว่าน่าจะไม่พร้อมที่จะลงมาครับ

ตอนนี้เหลือเพียงแค่ผมคนเดียวแล้ว ผมจึงหยุดพักเหนื่อยนิดหน่อย และผมก็เห็นฝรั่งกำลังปีนขึ้นมาอีกจากลากูน โอ้...มันยังไม่หมด ยังมีอีกจุดที่ลำบากครับ คือต้องเดินผ่านช่องแคบแล้วสอดตัวเข้าไปในช่องเขา ซึ่งเป็นเพียงช่องแคบๆ พอผ่านตัวได้แค่นั้นเอง ขนาดผมไม่พกอุปกรณ์อะไรนะครับ มีเพียงแค่กล้องถ่ายภาพ นั่นก็ทำให้หัวผมโขกไปกับหินผาอยู่ 2-3 ครั้ง ช่างเป็นที่ๆท้าทายเสียจริงๆครับ ลอดผ่านช่องมาได้ผมก็เห็นภาพด้านหน้าเป็นลากูนอยู่รำไรครับ

ตอนนี้ผมลงมาถึงลากูนแล้ว ณ.ตอนนี้มีเพียงแค่ผมคนเดียว สิ่งที่ผมเห็นอยู่ข้างหน้า คือน้ำในแอ่ง แห่งห้วงหุบเขาที่ไม่มากนัก พื้นที่บริเวณโดยรอบเป็นดินโคลนเหมือนกับดินเหนียว ล้อมรอบด้วยขุนเขาที่สูงมีแสงส่องผ่านมาจากด้านบน ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังอยู่ในห้วงเวลา ผมรู้สึกแปลกมากครับ ผมอาจจะพูดว่าสวยงามเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ครับ แต่น่าจะเรียกว่า สวยงามน่าทึ่งและน่าอัศจรรย์ มากๆครับ มีเสียงนกร้อง ซึ่งผมสังเกตดูเสียงของนกมันก้องมากๆครับ

อีกมุมหนึ่งที่ผมแลเห็น รูปปั้นจากดินโคลนในลากูน หลากหลายรูปแบบ เล็กบ้างใหญ่บ้าง บ้างก็เป็นรูปหน้าคน บ้างก็เป็นรูปสัตว์ เป็นผลงานของนักท่องเที่ยวที่ได้ลงไปถึงลากูน อาจจะเป็นการบ่งบอกถึงอะไรซักอย่าง ผมเองก็ไม่เข้าใจความหมาย??? แต่ก็ต้องยกนิ้วให้กับคนแรกที่คิดปั้นเป็นตัวแรกขึ้นมา ทำให้เกิดเป็นการปั้นตัวต่อมา และต่อมา...ผมว่าถ้าผ่านไปอีกหลายทศวรรษ คนรุ่นต่อไปคงเกิดคำถามกับที่นี่ ว่ามันคืออะไรกัน??? เป็นเรื่องที่น่าคิดจริงๆครับ เพราะตอนแรกเห็นผมเองก็งงกับรูปปั้นเหล่านี้อยู่พักนึงเหมือนกันครับ

บ้างบางจุดบางมุมก็จะเห็นเป็นหินงอก หินย้อย มีหลากหลายรูปแบบครับ แต่ผมไม่สามารถที่จะเดินไปรอบๆลากูนได้เนื่องจากเป็นดินโคลนครับ เลยได้แต่เดินชมความสวยงามเฉพาะจุดที่เดินได้เท่านั้นครับ

งานหนักกำลังมาหาผมอีกแล้ว หลังจากที่ผมคิดว่า คงต้องกลับแล้ว นั่นคือ ผมต้องปีนกลับขึ้นไปทางเดิม เพราะที่ลากูนแห่งนี้ไม่มีทางออกทางอื่นอีกแล้วต้องกลับเส้นทางเดิมเพียงอย่างเดียวครับ

ผมปีนกลับขึ้นมาจนถึงจุดแรกลง ไปลากูน และผมก็เดินลงมาตรงศาลาในจุดแรกโดยใช้เวลาไม่มากนัก เพราะผมว่า การปีนขึ้นที่รู้เส้นทางง่ายกว่าการปีนลงที่เราไม่รู้จุดหมายครับ ตอนนี้มือและและตัวของผมเต็มไปด้วยสีโคลน เพราะไม่ว่าเชือกที่เราใช้ไต่,หินผา และทางเดินก็จะมีแต่ตินโคลน ดังนั้นจุดที่สามที่ผมจะไป คือ ห้องน้ำ จุดสามแยกของการปีนผาตรงจุดแรก ค่าเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งเป็นการหยอดเหรียญครับ ครั้งละ 10 บาท สามารถแลกเหรียญได้ตรงบริเวณร้านขายของที่ติดกันครับ

ผมนั่งดื่มน้ำที่ร้านขายของเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกเดินทางเพื่อไปยังหาดถ้ำพระนาง เดินมาได้สักระยะผมก็เจอกับ ลิงแสม CRAB-EATING MACAQUE ซึ่งถ้าคุณมาเที่ยวที่นี่ คุณต้องเจอเป็นแน่ครับ ลิงที่นี่ไม่ก้าวร้าวครับ เขาอยู่แบบเงียบๆของเขา ผมแลเห็นนักท่องเที่ยวมากมายกำลังถ่ายภาพลิงแสมกันอยู่ครับ

ผมเดินไปถ่ายภาพไป ระหว่างเส้นทางก็จะมีที่สำหรับนั่งพัก ภายใต้หินผาซึ่งมีหินงอก หินย้อยให้เห็นอยู่หลากหลายตลอดเส้นทางสู่หาดถ้าพระนางครับ และจะมีป้ายอธิบายเกี่ยวกับที่ไร่เลย์และธรรมชาติของพื้นที่แห่งนี้ โดยกลุ่มคนรักแหลมพระนาง-ไร่เล ซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า

ร่วมมือเพื่ออยู่รอด
กลุ่มคนรักแหลมพระนาง-ไรเล ซึ่งประกอบด้วยชุมชน หน่วยงานราชการ ธุรกิจ ชมรม และอีกหลายฝ่าย จนนับไม่ถ้วน ร่วมกันริเริ่มโครงการ แหลมพระนาง-ไร่เล เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน เพื่อความอยู่รอด...

ของทรัพยากรณ์ธรรมชาติ
ของชุมชนและธุรกิจ
ของความทรงจำดีๆ ที่ผู้มาเยือนได้รับจากสถานที่แห่งนี้
และ ของความฝันของคนอีกนับไม่ถ้วย ที่อยากได้มีโอกาสมาสัมผัสความงามดั่งภาพวาด

โดยความยั่งยืนจะได้มาจากความเข้าใจและการร่วมมือกันระหว่างชุมชน ธุรกิจและผู้มาเยือน คือ การท่องเที่ยว การอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ โดยเป็นคำนึงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติและการพึ่งพาอาศัยกันและกันเป็นหัวใจหลัก (ขอแค่นี้นะครับรายละเอียดจริงจะมีเยอะครับ)

ผมเดินมาต่อไปจนถึงหาดพระนางแล้วครับ จุดแรกที่เจอคือการปีนผาอีกครับ แต่ก็ไม่มากนักเหมือนกับจุดแรกครับ

หินผาบริเวณถ้ำพระนางแห่งนี้เบื้องล่างเป็นหาดทรายขาวเนียนละเอียด กับน้ำทะเลสีเขียว เป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก สิ่งที่ผมเจอตอนนี้คือ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยอะมากๆครับ เต็มชายหาดไปหมดครับ แต่สำหรับผมแล้วขอหามุมนั่งพักเหนื่อยก่อนครับ และแล้วผมก็ได้ที่นั่งพักซึ่งใกล้กับศาลพระนาง โดยรอบศาลจะมีปลัดขิกซึ่งชาวบ้านและประชาชนนำมากราบไหว้กันเยอะเลยครับ ซึ่งมีตำนานของถ้ำพระนางอยู่ว่า...(ผมหยิบยกมาจากป้ายบอกครับ)

ตำนานถ้าพระนาง

เช่นเดียวกับตำนานทั้งหลาย เรื่องเล่าเกี่ยวกับถ้ำพระนางมีหลายแบบฉบับต่างๆ กันไป และไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ความจริงได้ หนึ่งในตำนานที่ได้ยินกันบ่อยๆ เล่าว่า...
สมัยหนึ่งนานมาแล้วมีหญิงสาวสวยคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ปราสาทริมทะเลไม่ไกลจากสุสานหอยมากนัก ด้วยเหตุที่นางเป็นผู้เลอโฉมนี่เองจึงทำให้มีชายหนุ่มมาหมายปองเป็นจำนวนมาก แต่นางไม่รับรักใครเลย อยู่มาวันหนึ่งมีชายหนุ่มจากเกาะหัวขวานมาหา และขอความรักจากนาง แต่นางไม่รับรัก ชายหนุ่มผู้นั้นจึงใช้กำลังฉุดคร่าจะเอาตัวนางไปให้ได้ ขณะนั้นมีชายหนุ่มจากเกาะพญานาคผ่านมาเห็นเหตุการณ์จึงเข้าไปช่วย ในที่สุดนางจึงยอมตกลงจะแต่งงานกับชายหนุ่มเกาะนาค เมื่อถึงวันนัดแต่งงานชายหนุ่มเกาะนาคก็ยกขันหมากมา ทำให้ชายหนุ่มอื่นๆ ที่หมายปองอยู่ทราบข่าว และไม่ยอม จึงยกขบวนมาแย่งชิงนาง เกิดรบพุ่งกันชุลมุนวุ่นวายไปหมด พระฤาษีที่จำศีลอยู่ในถ้ำได้ยิน จึงออกมาห้ามปรามไว้แต่ไม่มีใครเชื่อฟัง จึงสาปให้เป็นหินไปทั้งหมด นางผู้เลอโฉมกลายเป็นถ้ำนาง ส่วนชายหนุ่มได้กลายเกาะหัวขวาน เกาะปอดะ เขาหงอนนาค เขาหางนาค ขันหมากที่จมลงไปในทะเลเป็นภูเขา รูปขันหมากอยู่หน้าถ้ำนาง ส่วนข้าวเหนียวกวนที่นำมาในงานแต่งงาน ได้กลายเป็นสุสานหอย

LEGEND OF PHRANANG CAVE
One of the legends goes...
A very long time ago, there lived a very beautiful maiden in a castle on this land. Because of her infectious beauty. she was the object of many local men's affection. However, she refused to return their love. One day, a young man from Hua Kwan Island (currently know as Chicken Island) proposed to her, but she refused. The young man tried to take her away with him by force. but another young man from Naga Island suddenly appeared, and helped the beautiful maiden. In turn. she agreed to marry him.
On the wedding day. as the young man arrived with traditional dowry, a group of men who were angered by the news of the married came to pick a fight with him. The fight was so violent that a hermit living in a nearby cave came out and attempted to put a stop to it. Naturally, nobody listened to him. Left withno other options, the hermit used magic to transform the scene into stone. The maiden became "Phranang Cave". The groom to be became Chicken Island. Other men turned into Poda Island. Horn Nak Island and Hang Nak Island. The tray carrying the dowry sank into the sea and became Happy Island in front of Phranang Beach. The sticky rice for the feast became Fossil Shell Beach.

ผมเดินออกมาจากถ้ำพระนาง เพื่อที่จะไปเก็บภาพต่อ หาดทรายขาวเนียนละเอียดบวกกับน้ำทะเลและขุนเขา ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงชอบที่นี่ มันช่างเป็นเสมือนหาดสวรรค์จริงๆครับ

ผมเดินมาถึงจุดหนึ่งเห็นนักท่องเที่ยวยืนรอกันเป็นแถว ผมว่ามันคืออะไร??? ที่แท้ก็เป็นร้านอาหารบนเรือหางยาวนี่เองครับ และมีป้ายเมนบอกตรงหัวเรือครับ พัฒนาตามยุคจริงๆเลยครับ

ผมเดินถ่ายภาพไปจนสุดหาดพระนาง วันนี้มีแดดจัดมากครับ ผมแทบสู้ไม่ไหว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วดูเหมือนจะไม่ค่อยสะทกสะท้านเลยครับ ดูได้จากการนอนอาบแดดอย่างมีความสุขครับ

ผมเดินย้อนกลับไปเส้นทางเดิมเพื่อผมจะไปอีกหาดนึง คือหาดไร่เลย์ตะวันตก ซึ่งเป็นหาดสุดท้ายสำหรับทริปนี้ของผม มันร้อนมากๆครับ ผมเดินมาจนถึงจุดแรก จุดปีนผา ผมก็เจอเข้ากับสิ่งที่ผมบอกได้ว่า ผมชอบมากๆครับ

สิ่งที่ผมชอบและเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้ยิ้มอีกครั้ง ก็คือ ค่างแว่นที่ผมเจอโดยบัญเอิญ กำลังกินยอดใบไม้อยู่ มันน่ารักและสวยงามมากๆครับ ผมชอบมันจริงๆนะครับ

ค่างแว่นถิ่นใต้ ค่างแว่น

- จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ค่างแว่นถิ่นใต้ ค่างแว่น (Dusky or Spectacled Langur)
- ค่างแว่นตัวสีเทาเข้ม ถึงเกือบดำ รอบตาเป็นวงขาว เหมือนสวมแว่น
- ให้อาหารไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะค่างแว่นจะกินแต่ยอดอ่อนของใบไม้เท่านั้น กินเยอะมากถึง 2 กิโลกรัมต่อวัน อย่างอื่นกินแล้วไม่ย่อยเพราะค่างแว่นจะเฉยๆ ขึ้เกียจ เมื่อเทียบกับลิง
- ลูกค่างแว่นจะออกมาเป็นสีเหลือง และจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่ออายุ 3 เดือน
- มักพบเห็นได้ตอนเช้า หรือ บ่ายแก่ๆ เพราะเป็นเวลาที่มันออกมากินอาหาร
- เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตั้งแต่ พ.ศ. 2535

DUSKY OR SPECTACLED LANGER
- Their eyes are ringed with while circle that give an eyeglass appearance, which is probably how they got their name
- Don't try to feed them! They can only eat and digest fresh young leaves, approximately 2 kg. per day!
- Animp (baby) is born with golden coat which gradually turns into dark grey
- They can be seen in this area during their mealtimes: in the morning or late afternoon
- Spectacled Langur is also a protected wildlife as of 1992

หลังจากที่ผมถ่ายภาพค่างแว่นจนที่เป็นพอใจแล้วผมก็ออกเดินต่อเพื่อที่จะไปยังหาดไร่เลย์อีกด้าน ตอนนี้หาดไร่เลย์ด้านตะวันออก (จุดปีนผาจุดแรก) คลื่นลมในทะเลค่อนข้างแรงแล้วครับ แต่ก็ดีเหมือนกันสำหรับผม จะได้คลายร้อนไปบ้าง

ผมเดินมาถึงหาดไร่เลย์อีกด้านแล้วครับ ความสวยงามช่างไม่แพ้หาดพระนางเลยครับ และอีกอย่างที่ไม่แพ้ต่อกันคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่นอนอาบแดดกันครับ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว มีให้เห็นน้อยมากครับ

เหมือนอีกตามเคยครับ ผมก็เดินถ่ายภาพจนสุดไปอีกด้านนึง อากาศด้านนี้ร้อนมากเหมือนกับด้านหาดถ้ำพระนางครับ ซึ่งต่างกับด้านฝั่งตะวันออกครับ ผมหยุดพักในที่ร่ม ผมมองดูท้องฟ้าแล้ว อีกไม่นานฝนคงจะตกเป็นแน่ ผมจึงรีบถ่ายภาพและเดินกลับไปยังที่จอดเรือเพื่อเดินทางกลับไปยังท่าเรือบ้านอ่าวน้ำเมา ผมกลับก่อนนะครับ ไร่เลย์...

ทริปขึ้นเขาแลเล...ที่ไร่เลย ์ของผมครั้งนี้ ทำให้ผมได้ทราบว่า มนต์เสน่ห์ของที่นี่ มนต์เสน่ห์แบบนี้ หินผา หาดทรายขาว น้ำทะลใส ธรรมชาติที่สวยงาม รายล้อมไปด้วยขุนเขา ช่างสวยงามชวนหลงไหลและน่าค้นหาจริงๆครับ ผมเข้าใจกับคำตอบในวันนี้เอง...

"ถ้าถามผมว่าที่ไหนสวยที่สุดในโลก ผมเองคงจะตอบว่า กระบี่บ้านของผมครับ แล้วถ้าผมถามคุณว่า ที่ไหนสวยที่สุดในโลก

คำตอบของคุณอยู่ที่ กระบี่ บ้างไหมครับ???"

ทริป ขึ้นเขา แลเล ที่ไร่เลย์ ของผม ยังไม่จบครับ ยังคงมีสิ่งที่ผมต้องค้นหา ! แต่ก็ไม่รู้ว่าผมจะเจอหรือเปล่า? รอชมนะครับว่ามันคืออะไร? ขอให้มีความสุขนะครับ

ขอขอบคุณไร่เลย์ดินแดนน่าอัศจรรย์แห่งนี้

ขอขอบคุณกลุ่มคนรักแหลมพระนาง-ไร่เล สำหรับธรรมชาติที่คงอยู่ และเนื้อหาบางช่วงบางตอน

ขอขอบคุณทุกสิ่งอย่างที่ผมพบเจอ...

ขอบคุณครับ

19-มีนาคม-2554

ป. ปฏิมินทร์... เรื่องและภาพ