www.krabiall.com

มหัศจรรย์...อ่าวลึก

ร่องรอยแห่งศิลป์ ถิ่นมนุษย์ถ้ำ

ล้ำค่าโบราณคดี...

ไร่ปรีดาโฮมสเตย์

...ผมจำได้ว่าเมื่อตอนวัยเด็ก ผมได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ ที่ว่าด้วยการศึกษาพฤติกรรมหรือเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต การศึกษาและเรียนรู้นั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นจริงหรือใกล้เคียงความจริงให้ได้มากที่สุด
หากแต่เรื่องราวบางเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้จากไปพร้อมๆกัน ฝากไว้แต่คำถามและคำตอบให้กับใครต่อใครไม่รู้จบ ประสบกับการทับถมของวันเวลากลายเป็นคำที่เราเรียกว่า ตำนาน…

กว่าจะมาเป็นรูปเป็นร่างได้ กับการเดินทางที่ไม่ได้เตรียมความพร้อมมากนักของเรา ที่ผมต้องบอกว่าเป็นของเรา เพราะการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ผมครับ แต่มีทีมงานบวกกับไกด์นำทาง ซึ่งผมเองก็คิดว่าคงเป็นการเดินทางแบบเรียบๆง่ายๆ สบายๆ ไม่มีอะไรมากมายนัก ผมคิดเช่นนั้นจริงๆครับ

ที่มาของการเดินทาง ไม่ได้เป็นที่มาของผม แต่เป็นที่มาของทีมงาน ที่ต้องการปั่นจักรยาน โดยผมก็ไม่ทราบรายละเอียดมากนักว่า ทราบเรื่องราว การปั่นจักรยานที่อ่าวลึกมาได้อย่างไร?

ไร่ปรีดา คือจุดต้นทางของการเดินทาง ซึ่งส่วนตัวผมนั้น ไม่รู้ข้อมูลอะไรมากนักกับสถานที่แห่งนี้ มีเพียงพลังภายใต้จิตใจที่ต้องการเดินทางในจังหวัดกระบี่อยู่แล้ว การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจากกระบี่มุ่งหน้าสู่อำเภออ่าวลึก แบบลังเลๆ กับความไม่แน่ใจว่าไร่ปรีดาอยู่ที่ตรงไหนกันแน่...

ป้ายบอกทางทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางแบบไม่ยากมากนัก ทันทีที่เรามาถึงไร่ปรีดา... สวัสดีครับ พี่ผู้ชายคนหนึ่งทักทายกับเรา พร้อมกับรอยยิ้ม เราต่างก็ยกมือไหว้ และทราบภายหลังว่า พี่เขา เป็นเจ้าของไร่ปรีดาแห่งนี้ และมีชื่อเล่นว่า ตุ๊ ส่วนแฟนพี่ตุ๊ ชื่อว่า พี่แต๋ว

ไร่ปรีดาแห่งนี้เป็นสวนปาล์มที่โอบล้อมไว้ด้วยขุนเขา ถูกดัดแปลงมาเป็นโฮมสเตย์ที่หลากหลายด้วยกิจกรรมมากมาย บอกได้คำเดียวว่า ทึ่งครับ ยอมรับกับการดัดแปลงพื้นที่แห่งนี้ ของ พี่ตุ๊และพี่แต๋ว ผู้ซึ่งเป็นผู้สร้างความสวยงาม หลากหลายกิจกรรมได้อย่างลงตัวในพื้นที่แห่งนี้

เรานั่งคุยกับพี่ตุ๊ สอบถามเรื่องราวต่างๆของที่นี่ ของอ่าวลึก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ผมรู้สึกได้ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ของเรา เรามาถูกที่แล้วครับ เพราะทุกคำถามได้รับคำตอบพร้อมด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงทุกประการ และที่สำคัญ พี่ตุ๊เป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมากๆครับ

มาถึงเรื่องของเราครับ คือ โปรแกรมการเดินทาง ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้จัดตามตารางของไร่ปรีดา แต่เป็นโปรแกรมที่จัดตามใจของเรา แล้วแต่เราเลือก ประมาณนั้นครับ...

อย่างที่ผมบอกครับ สาเหตุหลัก คือการปั่นจักรยาน ดังนั้นโปรแกรมที่เราเลือก เริ่มต้นด้วยการปั่นจักรยานครับ ส่วนโปรแกรมการเดินทางที่ผมเลือกนั้นอยู่ในช่วงบ่ายครับ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ยังไม่ถึงเวลาสำหรับการเดินทาง ถ่ายทอด แผ่นดินเกิด จังหวัดกระบี่ของผม ที่จะมาเยือนอ่าวลึก แต่บางครั้งโอกาสก็นำพาให้ได้มาซึ่งความไม่คาดฝัน...

หลังจากที่เราตกลงและสรุปการเดินทางกับพี่ตุ๊ได้ พี่ตุ๊บอกกับพวกเราว่า เดี๋ยวนั่งรอไกด์นำทาง สักพักนะ

เรานั่งรอไกด์อยู่สักพัก พี่ตุ๊บอกกับเราว่า โน่นไกด์มาแล้ว และพี่ตุ๊ แนะนำให้เรารู้จักกับเด็กหนุ่ม ในนาม ใข่เลี่ยม พี่ตุ๊ บอกกับเราอย่างนั้น

สำหรับผมแล้ว เลี่ยม ภาษาใต้แปลว่า แหลม หากแต่คำว่าใข่ ผมคงไม่ต้องแปลนะครับ ขึ้นอยู่กับจินตนาการและเจตนาทางความคิด ของใครก็ของคนนั้นนะครับ???

พี่ตุ๊ยังบอกกับพวกเราอีกว่า ถ้าจะเรียกเป็นชือฝรั่ง คือ วิลเลี่ยม ! โอ้โห ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ พวกเราต่างก็พากันหัวเราะไปตามๆกัน ส่วนไกด์นำทางของเรานั้น มีแต่รอยยิ้มครับ...

หากแต่ภายใต้การหัวเราะนั้น ผมกลับนึกถึง Sir William Wallace ในภาพยนต์เรื่อง Braveheart ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ ใช่ครับมันเป็นหนังยุคเก่าที่ฝากคติไว้จากรอยตำนาน หากแต่การเดินทางครั้งนี้ของพวกเราย่อมไม่ได้ด้อยไปกว่าการตามหา ร่องรอยของตำนาน ฉันใดฉันนั้น กับโปรแกรมที่ผมเลือกในช่วงบ่าย ในตอนนี้ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ

ตอนนี้การเดินทางของเราพร้อมแล้วครับ ไปลุยกับเรากันเลยนะครับ !!!

เลี่ยม ปั่นจักรยานนำทางเราไปตามเส้นทางบนถนนลาดยาง ซึ่งเราก็ปั่นตามหลังไปติดๆ และก็ได้คุยกันไปเรื่อยๆ มีบ้างบางครั้งที่ทำเอาเราใจฝ่อเหมือนกันกับคำบอกของเลี่ยม เมื่อเราปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เลี่ยมบอกกับเราว่า เกาะกลุ่มกันไว้ บ้านหลังนี้หมาดุ เอาละครับ ยุ่งล่ะซิ ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า การเกาะกลุ่มนั้น เหมือนจะเป็นคันเดียวกันแล้วครับ หากแต่ถ้าเกิดหมามันไล่ ก็คงตัวใครตัวมันครับ แต่เรื่องราวก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะเรามากับเจ้าถิ่นครับ... แหม หมาตัวไหนล่ะจะกล้า :-)

ถ้ำเสือน้อย คือ จุดหมายปลายทางแห่งแรกที่เราปั่นจักรยานไปกันครับ เราปั่นมาได้สักพักเราก็มาถึงถ้ำเสือน้อยครับ เราจอดจักรยานและเดินลงไปถ่ายรูปด้านหน้าถ้ำเสือน้อยกัน ส่วนเลี่ยมนั้นอะไรที่เป็นจุดเด่น ก็อธิบายเรา ด้วยความเป็นกันเอง ในนาม ไกด์นำทางรุ่นใหม่ ครับ

เราถ่ายภาพด้านหน้าถ้ำกันเสร็จ เลี่ยมก็พาเราเดินเข้าไปในถ้ำ ภายในถ้ำเรารู้สึกได้ถึงความชื้นครับ ผมมองเห็นพืชใบเล็ก ขึ้นอยู่ตามแอ่งตามมุมถ้ำอยู่เรียงรายครับ

มุมหนึ่งภายในถ้ำเป็นกองเปลือกหอยนางรมยักษ์ เลี่ยมบอกกับเรา ที่บอกว่ายักษ์ คือหมายถึง มันใหญ่กว่าเปลือกหอยนางรมปกติครับ ซึ่งเราก็เห็นด้วย ว่ามันใหญ่จริงๆครับ หากใครได้มีโอกาสมาเยือนถ้ำแห่งนี้ จะพบกับกองเปลือกหอยนางรมนี้อย่างแน่นอนและจะเห็นว่ามันใหญ่จริงๆครับ ถ้าเกิดสมัยนี้ ตัวเท่านี้นะครับ ตัวเดียวนี่เอาอยู่เลยนะครับ หากเราทราบถึงสรรพคุณ...

อีกมุมหนึ่งภายในถ้ำ ต่างก็มีหินงอกหินย้อย หลากหลายรูปแบบ ถึงแม้ไม่ได้เป็นถ้ำที่เด่นในเรื่องหินงอกหินย้อย แต่ก็ทำให้เรารู้สึกตื่นตา ตื่นใจมิใช่น้อยครับ เราต่างก็ถ่ายภาพภายในถ้ำไปเรื่อย สักพักผมก็เห็นนกตัวหนึ่งบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมมองไม่ถนัด สักพักนกตัวเดิมบินกลับมาตามเส้นทางเดิมอีก ผมเลยทราบว่า เป็นนกเค้าครับ ผมเลยถามกับเลี่ยมว่า เลี่ยมเคยเห็นไหม? เลี่ยมบอก เห็นประจำครับ มันอยู่ที่นี่ น่าเสียดายกล้องผมยังไม่กลับมา ผมคิดในใจ...

สักพักเลี่ยมบอกกับพวกเราว่า เดี๋ยวไปดูค้างคาวกัน เลี่ยมบอกพร้อมกับนำทางไป ตอนนี้เรารู้สึกได้ว่าเส้นทางไปดูค้างคาวนั้นค่อนข้างมืด เราถามกับเลี่ยมว่า ทำไมถ้ำที่นี่เขาถึงไม่ติดไฟ เลี่ยมบอกกับเราว่า ถ้าติดไฟ ในถ้ำ จะทำให้ ความสมดุล ของอุณหภูมิภายในถ้ำสูญเสียไป...อืมม เราฟังแล้วเป็นคำตอบที่เยี่ยม สำหรับไกด์หนุ่มครับ เราเดินมาสักพักด้วยความระมัดระวัง เพราะภายในถ้ำตอนนี้ รับรู้ได้ว่ามันมืดสนิทจริงๆ ครับ ดีหน่อยครับที่ผมเองก็เตรียมไฟฉายติดกระเป๋าเดินทางของตัวเองไว้เสมอ ตอนนี้เราได้ยินเสียงกระพือปีกของค้างคาว บ่งบอกให้พวกเรารับรู้ได้ว่า มันมีอยู่หลายพันตัว เลี่ยมบอกให้เรานั่งลง เพื่อป้องกันค้างคาวชนกับตัวเรา เมื่อเราทั้งหมดนั่งลง เราก็ส่องไปทางด้านหน้า มีค้างคาวจำนวนเยอะมากจริงๆครับ ผมเองก็ไม่เคยเห็นค้างคาวจำนวนเยอะแบบนี้มาก่อน เรียกได้ว่า สร้างความประทับใจให้เราได้ดีทีเดียวครับ

ส่วนอีกมุมหนึ่งที่เรานั่งชมฝูงค้างคาวกันนั้นก็มีแอ่งน้ำด้วยครับ และที่พิเศษไปกว่านั้นคือ ในแอ่งน้ำนี้มีปลาดุก สีออกเป็นสีครีมด้วยครับ ซึ่งมันมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และเลี่ยมบอกกับเราว่า หากเรานำอุปกรณ์ที่จะมาจับมัน เราก็จะมองไม่เห็นปลาดุกในแอ่งนี้ครับ...ก็เป็นเรื่องแปลกดีครับ แต่เราเองก็ไม่ได้พิสูจน์ แต่ที่ทำให้เราแปลกใจก็เพราะว่ามันไม่น่าจะมีปลาดุกอยู่ในถ้ำครับ เราชมฝูงค้างคาวและปลาดุกอยู่สักพัก เราก็เดินออกมา เลี่ยมเดินนำหน้าเป็นปกติครับ สักพักเลี่ยมก็หยุดเดิน และส่องไฟ ให้เราดูอะไรบางอย่าง บริเวณผนังถ้ำ เป็นรูปเหมือนเสือน้อยหรือเปล่าครับ เลี่ยมยิงคำถามมาทางพวกเรา เราต่างก็พยายามมองดูกัน

อืมม..เหมือนจริงๆนะ ผมคิดในใจ แต่ผมบอกกับเลี่ยมไปว่า พี่ว่าคล้ายๆ แมวนะเลี่ยม ? อ้อ ถ้ามองเป็นแมว แมวก็ชื่อว่าเสือน้อยครับ ได้ฟังคำตอบจากเลี่ยม เราต่างก็ฮาไปตามๆกันครับ สมแล้วครับกับการสืบสานความเป็นไกด์มืออาชีพครับ

เราเดินทางออกจากถ้ำเสือน้อย และปั่นจักรยานเพื่อไปยังเส้นทางอีกจุดหนึ่ง ระหว่างเส้นทาง ผ่านสวนยาง ซึ่งผมเองก็ได้เจอกันนกหัวขวาน และมันกำลังรัวอยู่กับการเจาะเปลือกของต้นยางเพื่อหาอาหารครับ และผมได้ยินเสียงร้องของ นกแต้วแล้วธรรมดา ก็ตามเคยครับ มีแต่ความเสียดาย เลยได้แต่หยุดรอชมอยู่ไกลๆ แบบเสียดาย เสียดาย...

ผมชมนกหัวขวานจนมันบินหนีจากไป ซึ่งตอนนี้อยู่ใกล้กับต้นยางพอดีครับ เลยถ่ายภาพต้นยางมาให้ดูชมกันนิดนึงครับ ต้นนี้แหละครับเป็นต้นไม้ที่คู่กับชาวใต้เรามานาน และต้นไม้ต้นนี้แหละที่ในตอนนี้กำลังทำให้ชาวสวนเฟื่องฟูกับราคายางในปัจจุบัน เรียกได้ว่า เป็นต้นไม้ที่ไม่ธรรมดาจริงๆครับ

น้ำผุดปรบมือ คือจุดหมายปลายทางที่สองครับ เราปั่นจักรยานมาผ่านสวนยางบ้างก็สลับกับสวนปาล์ม บ่งบอกถึงอาชีพของคนที่นี่ให้กับเราไปโดยปริยาย โดยที่ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่านี่เราจะไป น้ำผุดปรบมือจริงหรือ? หรือเราจะไปทำสวนกัน...เราปั่นจักรยานมาสักพักจนสุดสวนยาง เลี่ยมก็หยุดจอดจักรยาน และบอกกับเราว่า เดี๋ยวเดินไปอีกนิดก็จะถึงแล้วครับ

พวกเราเดินไปตามเลี่ยม สักพักเลี่ยมก็บอกกับเราว่าถึงแล้ว พร้อมกับชี้นิ้วให้เราดู เท่าที่ผมมองดู สภาพทั่วไปคือเป็นลักษณะเหมือนแอ่งของลำคลอง และใต้พิ้นน้ำจะเป็นดินทราย แต่ด้านบนจะมีลักษณะเป็นสีดำ ส่วนบริเวณที่มีน้ำผุดขึ้นมาก็จะนำทรายขึ้นมาด้วย ทำให้เรามองเป็นวงสีออกจะเป็นสีครีมครับ ซึ่งเมื่อไหร่ที่มีเสียงดัง น้ำก็จะผุดขึ้นมาแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราช่วยกันปรบมือครับ ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆครับ สมแล้วครับที่่ น้ำผุดปรบมือ อยู่ใน Miracle ของกระบี่ครับ

แต่น่าเสียดาย ขาดการทำนุบำรุงรักษา เพราะเส้นทางเดินนั้น ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะไม้ไผ่ทางเดินนั้น ตอนนี้ค่อนข้างผุ แล้วครับ หน่วยงานใดเกี่ยวข้อง แก้ไขด่วนครับ ! แหะ ผมเพียงแค่พูดไปตามความรู้สึกนะครับ...เราลองมาดูข้อมูลจากแผ่นป้ายที่เขาติดไว้นะครับ

...ในอดีตบริเวณนี้เป็นป่าพรุ เป็นพื้นที่ซับน้ำมีน้ำไหลและท่วมขังตลอดทั้งปี มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้น้ำมากมาย ต่อมามีการย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้นของคนจากที่ต่างๆ ความต้องการพื้นที่เพาะปลูกพืชทางเกษตรก็มากขึ้น เห็นได้จากมีการปลูกสวนยางรอบบริเวณ

ด้วยความเชื่อของคนท้องถิ่น พื้นที่เป็นเป็นหุบเหว (โหดในภาษาถิ่นเดิม) จะเป็นทางเดินหรือที่อยู่ของภูติ ผี วิญญาณ ในอดีตจะพบเห็นอุปกรณ์ สิ่งของที่ทำกันในรูปแบบไสยศาสตร์ นำมาทิ้งวางไว้ในบริเวณนี้้อยู่บ่อยครั้ง จึงไม่มีใครกล้ารุกล้ำเข้ามา และจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ในอดีตที่แห่งนี้เฮี้ยนและอาถรรพ์เป็นที่สุด

สำหรับบ่อน้ำผุดแห่งนี้ ชาวบ้านเล่าว่ามีมานานแล้ว และก็ไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าใครเป็นคนพบครั้งแรก แต่มีความแปลกของน้ำผุดที่นี่ หากเราเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ น้ำที่ผุดอยู่จะมีจำนวนน้อย และผุดรวยริน แต่หากมีการส่งเสียงดังหรือปรบมือ น้ำก็จะผุดขึ้นหลายแห่งและผุดด้วยจังหวะเร็วขึ้นแรงขึ้น...

เราต่างก็ชมความอัศจรรย์ของน้ำผุดปรบมือ อยู่ครู่หนึ่ง ก็ออกเดินทางกันต่อ ลูกระกำที่เติบโตโดยธรรมชาติ ที่เลี่ยมบอกกับพวกเราเป็นนักเป็นหนาว่า หวานมาก พร้อมกับให้พวกเราชิมกันให้ได้ แหมก็เป็นไกด์นี่ครับ บอกเรา เราก็ต้องเชื่อ ทันทีที่เลี่ยมยื่นมาให้ผม ผมกัดชิมนิดนึง โดยไม่พูดอะไร และส่งต่อ ผมบอกว่า อืมม หวานดีครับ แต่พอคนสุดท้ายกัดนี่ซิครับ ถึงกับต้องร้องฮา ออกกันมาเลยครับ ต้องยอมรับว่ามันเปรี้ยวได้ใจจริงๆ ครับ แหม เลี่ยมนี่ยังมีเหลี่ยมอีกนะครับ

ท่าเทียบเรือต้นมะขาม คือปลายทางต่อไปของพวกเรา เราปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม และผมก็สังเกตเห็นว่า บริเวณถนนมี ใบอะไรซักอย่างตากอยู่ ผมเลยจอดจักรยานดู และเลี่ยมบอกกับผมว่า เป็นใบจาก คนที่นี่ที่เขาสูบใบจาก เขาไม่ซื้อครับ เพราะเขาทำเอง อืมม ดีจัง ที่ผมบอกว่าดีไม่ได้หมายความว่า สูบใบจากดีนะครับ แต่หมายถึง ภูมิปัญญาครับ เราปั่นจักรยานมาได้สักพักเราก็มาถึง ท่าเทียบเรือต้นมะขามครับ ผมมองดูแล้วรูปแบบคล้ายๆ เขาขนาบน้ำในเมืองกระบี่อย่างไร อย่างนั้น หากแต่ลักษณะของขุนเขาแค่นั้นเองที่แตกต่าง จุดนี้ถือเป็นจุดที่เราได้หยุดพัก เพราะเลี่ยมเองก็ได้เจอกับคนรู้จักและพูดคุยกัน และบอกกับเราว่า ตามสบายนะครับ

เราต่างก็ถ่ายภาพมุมนั้นมุมนี้ไปเรื่อย และผมเองก็มองเห็นเส้นทางเดินชมธรรมชาติป่าชายเลน ที่กำลังก่อสร้างอยู่ เป็นสิ่งที่ดีเลยทีดีเดียวครับ ผมสนับสนุนครับเพื่อให้ชนรุ่นหลังเข้าใจในหลักการของธรรมชาติมากยิ่งขึ้นครับ

หลังจากที่หยุดพักเหนื่อยกัน ถ้ำนางฟ้า คือปลายทางต่อไปต่อไป เราต่างก็ปั่นจักรยานออกมาจากท่าเทียบเรือต้นมะขาม เพื่อมุ่งหน้าต่อไป ตอนนี้เราเลิ่มล้ากันบ้างแล้วครับ อีกเหตุผลนึงก็น่าจะเป็นเพราะความหิวที่เริ่มกวนใจเราบ้างแล้วครับ :-)

เราปั่นจักรยานมาได้สักพัก เลี่ยมก็แวะเอาไฟฉายจากบ้านหลังหนึ่ง ผมก็ไม่ทราบหรอกนะครับว่า นำไปทำอะไร เสร็จแล้วเลี่ยมก็บอกกับเราว่า จอดจักรยานไว้ข้างถนนนี่แหละครับ เราต้องเดินลงกันทางนี้ครับ เราเดินลงไปตามเลี่ยม ขอบอกครับว่า เส้นทาง ค่อนข้างที่จะโหดนิดนึง หากเราไม่ได้เตรียมความพร้อม ดังนั้นหากจะมาถ้ำนางฟ้า พวกรองเท้า กางเกง ต้องเป็นแบบกะทัดรัด มีความคล่องตัว คิดซะว่า เราไปเดินป่านะครับ จะได้ไม่ลำบากครับ

สิ่งที่เราต้องผ่านคือ ผมจะเรียกว่าป่าชายเลนก็ไม่ใช่ เอาเป็นว่า เส้นทางที่มีน้ำทะเลขึ้นถึง แต่ตอนนี้น้ำลงครับ ผ่านตรงนี้ไป เราก็ต้องขึ้นเนินครับ ขึ้นเนินตรงนี้แล้ว ผมอดนึกถึงตอนผมไป เขาหางนาคไม่หายเลยครับ

ขึ้นเนินมาสักระยะ (ก็ระยะที่เรียกได้ว่า เหนื่อยพอดูครับ ทำเอาเราเหงื่อตกเหมือนกันครับ) เราก็มาถึงถ้ำนางฟ้า เราเดินเข้ามาภายในได้นิดหน่อย ผมพอถ่ายภาพได้บางส่วน เลี่ยมถามพวกเราว่า จะไปต่อไหม ขอบอกครับว่า ผมเข้าใจเลยว่าทำไม เลี่ยมเอาไฟฉายมาเพิ่ม เพราะถ้ำนางฟ้าแห่งนี้ มืดยิ่งกว่า ถ้าเสือน้อยอีกครับ เรามองดูเส้นทางกันแล้ว กับความพร้อมในตอนนี้ บทสรุปก็คือต้องขอยกเลิกที่จะไปต่อภายในถ้ำนางฟ้าครับ เพราะภายในนั้นค่อนข้างชื้นมาก บางจุดก็มีน้ำหยดจากหินงอกหินย้อย อาจจะทำให้ลื่นได้ เราจึงได้เพียงแค่ ชมความงามของถ้ำ เพียงแค่ภายนอกครับ บวกกับพลังของเราในตอนนี้เริ่มถอยหลังแล้วครับ หากไม่ได้ทำการเติม...และเพิ่มพลังครับ

เราเดินลงมาจากถ้ำนางฟ้า ตามเส้นทางเดิม ชนิดที่ว่า ลงมาได้อย่างรวดเร็วมาก นั่นเป็นเพราะเหตุผลที่นึกถึงฉากในตอนต่อไปครับ ทันทีที่มาถึงจุดจอดรถจักรยาน เราก็ปั่นกันกลับไร่ปรีดาชนิดที่ว่า โค้งสุดท้าย ทุ่มเต็มที่ครับ

ไม่นานมากนักเราก็มาถึงไร่ปรีดาด้วยความอ่อนล้า เราก็ได้เจอกับพี่ตุ๊ อีกเหมือนเดิม พี่ตุ๊ก็สอบถามเราว่าเป็นอยางไรกันบ้าง เราต่างก็ตอบพร้อมกันไปว่า สนุก...

พร้อมกับเราก็สั่งอาหาร และบอกกับพี่ตุ๊ว่า เราขอห้องที่สำหรับอาบน้ำหน่อย เพราะตอนนี้เราทุกคน มอมแมมน่าดูครับ เราสั่งอาหารกันเสร็จ พี่ตุ๊ก็พาไปห้องพัก เพื่อให้เราได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายกัน สำหรับห้องพักที่นี่ ห้องน้ำนั้น เป็นห้องน้ำที่เปิดประทุนครับ ชมทัศนียภาพบนท้องฟ้าได้เต็มที่ครับ

อาบน้ำกันเสร็จ เราก็เดินลงไปที่ร้านอาหาร ฉากที่เรารอคอยก็มาถึงครับ ตอนนี้อาหารพร้อมแล้ว ต่างคนต่างลุยครับ บทสรุปของพวกเรา ขอบอกว่าผัดไทย และส้มตำของที่นี่ อร่อยมากมายครับ...

หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จแล้ว เราต่างก็นั่งพักเก็บแรงอยู่ประมาณชั่วโมงเศษๆ การเดินทางที่ผมเลือกและที่่ผมเคยตั้งใจไว้ก่อนหน้านี้ กำลังจะเริ่มขึ้นครับ เราเดินไปบอกกับพี่ตุ๊ว่า เราพร้อมกันแล้วกับเส้นทางต่อไป...

เหมือนเดิมครับ เลี่ยมคือไกด์นำทาง และนั่งรอเราอยู่แล้ว หลังจากเลี่ยมแยกย้ายกับเราเมื่อมาถึงไร่ปรีดา พร้อมหรือยังเลี่ยม ผมถามไปยังเลี่ยม พร้อมแล้วครับ เลี่ยมบอกกับเราพร้อมกับรอยยิ้ม...

การเดินทางครั้งนี้เราต้องขับรถไปครับ ถ้ำลอดและถ้ำผีหัวโตคือจุดหมายปลายทางของเรา เราขับรถมุ่งหน้าไปสู่บ้านบ่อท่อ เพื่อที่จะพายเรือคายัคไปสู่ถ้ำลอดและถ้ำผีหัวโต เพราะการที่จะไปถ้ำแห่งนี้ได้ เราต้องผ่านน่านน้ำไปอย่างเดียวครับ

ทันทีที่มาถึงบ้านบ่อท่อ ผมมองไปดูรอบๆ และมองไปไกลๆ มองเห็นทิวทัศน์ของป่าชายเลนสองฟากฝั่ง ห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา อืมม...เป็นทัศนียภาพที่สวยงามมากครับ

ระหว่างรอเลี่ยมไปจัดการกับเรือคายัค เราก็มองเห็นนักท่องเที่ยวมากมายกำลังพายเรือคายัคกลับมาจากเส้นทางที่เรากำลังจะเดินทางไปกันครับ ก็อีกตามเคยล่ะครับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กลับกลายเป็นชาวต่างชาติมากกว่าครับ

ตอนนี้เลี่ยมบอกกับพวกว่า พร้อมแล้ว ออกเดินทางกันได้ ระหว่างเส้นทางไป ผมก็ได้มองไปรอบๆ แลเห็นป่าโกงกางอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผมนึกถึงนกในป่าชายเลนหน้าเมืองกระบี่ ที่ประจำของผม ที่ผมไปส่องนกอยู่เป็นประจำครับ กำลังนึกถึงนกตัวเก่า คือ นกกระเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล... จู่ๆ ผมก็เห็นมันบินผ่านเราไปไปอีกฟากฝั่ง นกที่นี่ก็คงมีเหมือนกับนกที่ป่าชายเลนหน้าเมืองกระบี่เป็นแน่ ผมคิดในใจ

เราพายคายัคไปเรื่อย ตอนนี้ผมรู้สึกได้ว่า พายเรือขาไปนี้ รู้สึกต้องออกแรงมากเป็นพิเศษ เพราะดูเหมือนเส้นทางต้องพายสวนกับกระแสน้ำ แต่เหตุผลหลักก็คือ มันไม่ค่อยชินมากนัก สำหรับผมครับ ส่วนคนที่ต้องออกแรงมากหน่อย ก็คงต้องเป็นเลี่ยมล่ะครับงานนี้

เราพายเรือคายัคมาได้สักระยะ ก็แลเห็นนักท่องเที่ยวเดินทางกลับมาอยู่เรื่อยๆครับ สักพักเลี่ยมก็บอกกับเราว่า ให้เลี้ยวไปทางซ้าย เพื่อเข้าไปสู่ถ้ำลอด เราพายเรือคายัคเลี้ยวซ้ายมาได้สักระยะ ก็แลเห็นด้านหน้าเป็นขุนเขาที่ตรงกลางด้านล่างนั้น มองเห็นแสงสว่างทะลุไปยังอีกด้าน มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆครับ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงของน้ำลง ซึ่งเลี่ยมบอกกับพวกเราว่า หากน้ำขึ้นเต็มที่แล้ว เราจะไม่สามารถผ่านไม่ได้ ช่างเหมือนกับประตูเปิด-ปิดของสำนักงานต่างๆ เพียงแต่ที่นี่เปิด-ปิดด้วยธรรมชาติ แค่นั้นเองครับ

ทันทีที่พายเรือคายัคเข้าไปข้างในถ้ำ เราสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ครับ และสิ่งที่ทำให้เราแปลกตามากไปกว่านั้นก็คือ หินงอก หินย้อยมากมาย หลากหลายรูปแบบ บนเพดานผนังถ้ำ โห...มันสุดยอดมากครับสำหรับผม ขอบอกว่าตอนนี้ผมกดถ่ายภาพรัวอย่างกับนกหัวขวานกำลังเจาะเปลือกไม้เลยครับ... แต่ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า ต้องระวังหยดน้ำจากหินงอก หินย้อยด้วยครับ เพราะบางจุด ค่อนข้างมีน้ำหยดลงมาค่อนข้างเยอะครับ ภายในถ้ำลอดถือว่าไม่มืดมากนัก เราไม่ต้องใช้ไฟฉายสำหรับถ้ำแห่งนี้ครับ

เมื่อเราหยุดพายเรือคายัค เราได้ยินเพียงแค่หยดน้ำ จากหินงอกหินย้อยกระทบกับสายน้ำด้านล่าง ผมสัมผัสได้ถึงความสงบนิ่ง หากแต่เราสงบนิ่งได้ไม่นานนัก เพราะตอนนี้เราพายเรือมาทะลุอีกฝั่งของถ้ำลอดครับ หากเราสงบนาน ผมเกรงว่าน้ำขึ้นแล้วเราจะหาทางกลับกันไม่ได้ครับ...

เราพายเรือคายัคหันหัวกลับเพราะเลี่ยมบอกกับเราว่า การที่จะไปถ้ำผีหัวโตนั้น เราต้องพายเรือกลับไปตามเส้นทางเดิม แต่ระหว่างหันหัวเรือคายัคกลับนั้น เลี่ยม บอกกับเราว่าให้ดูไปที่หินตรงจุดนั้น และถามกับเราว่า คล้ายนางเงือกไหม? เราต่างก็มองดู และเห็นด้วยว่าเป็นอย่างนั้น แต่ผมคงไม่บอกเลี่ยมว่าคล้ายอย่างอื่นแล้วครับ เกรงว่าเลี่ยมจะหาคำตอบ แบบไกด์มาให้กับผมอีก...

เราพายเรือคายัคออกมา จนมาถึงทางเข้าถ้ำลอดในตอนแรก ทีนี้เลี่ยมบอกกับเราว่าให้เลี้ยวซ้าย เพื่อพายเรือต่อไป สู่ถ้ำผีหัวโต ขอบอกครับว่า ภาพที่เป็นภาพภูเขาภาพด้านบนนั้น ผมไม่ได้ถ่ายในตอนแรกในเส้นทางที่เราไป เพราะผมไม่เห็นภูเขาแห่งนี้เลย แต่ผมกลับถ่ายมาได้ตอนขากลับเป็นภาพชุดสุดท้าย เพราะผมเห็นภาพถ่ายใบนี้จากบนถ้ำผีหัวโต และเราได้ถามกับเลี่ยมว่ามันคือตรงไหน และผมเองก็เพิ่งทราบคำตอบในวันที่ผมเขียนบทความ บทนี้เองว่าทำไม ผมเราถึงไม่เห็น ก็เพราะขาไปเราพายเรือคายัคเลียบไปกับป่าโกงกางทำให้เรามองไม่เห็นครับ

ทันทีที่เรามาถึงถ้ำผีหัวโต เราต้องรออยู่ครู่หนึ่ง เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายคนกำลังเดินทางลงมาและพายเรือคายัคกลับ พูดง่ายๆครับว่า ตอนนี้ก็เพียงเราเพียงแค่นั้นเอง

เรารออยู่จนทุกคนเดินทางลงและกลับกันไปแล้ว เราก็เลียบเรือคายัคเพื่อขึ้นไปข้างบนถ้ำ ส่วนเลี่ยมนั้น เจอกับเจ้าหน้าที่อุทยาน ผู้ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี ส่วนเรานั้นเดินทางขึ้นบนถ้ำล่วงหน้ากันไปก่อน

เราเดินทางมาถึงข้างบนถ้ำ ผมมองไปรอบๆ รู้สึกรูปทรงของถ้ำนั้น เหมาะที่จะเป็นแหล่งพักพิงจริงๆครับ รู้สึกเป็นถ้ำที่โล่งโปร่ง มีทิศทางของลมพัดผ่าน บ้างก็มีหินงอกหินย้อยอยู่รายเรียง แต่ตอนนี้เรายังคงงงๆ กับเส้นทางที่จะเดินไปต่อ เรากำลังจะเดินไปอีกทาง สักพักเลี่ยมก็ขึ้นมา เรียกให้พวกเราไปหา พร้อมกับส่องไฟฉายไปบนผนังถ้ำด้านบน

โอ้ เหลือเชื่อครับ ภาพเขียนในตำนานกลับกลายเป็นภาพเขียนแรกที่เราพบเจอ ถ้าเราไม่มากับเลี่ยม เราคงหามันอีกนาน เพราะเรามองมันไม่เห็นจริงๆครับในตอนแรก...

ผมขอแนะนำถ้ำผีหัวโตและภาพเขียนสีบางส่วนอย่างเป็นทางการนะครับ จากแผ่นป้ายที่ติดอยู่ตรงทางเข้าถ้ำครับ

ถ้ำผีหัวโต หรือกะโหลกผี ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่ 2 บ้านบ่อท่อ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ชาวบ้านเรียกว่าถ้ำหัวกะโหลก เพราะว่า พบกะโหลกศีรษะมนุษย์ภายในถ้ำ เมื่อปี พ.ศ. 2497
ภายในถ้ำเป็นภูเขาหินปูน มีหินงอกหินย้อย บริเวณที่พบภาพเขียนสีส่วนใหญ่จะอยู่ตามเพดานถ้ำและผนังถ้ำ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสีมากที่สุดในภาคใต้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ รูปร่างคน สัตว์ ไม่เป็นรูปร่างคน สัตว์
ลักษณะพิเศษเป็นรูปมือเท้า สีที่ใช้มีหลายสี ได้แก่ สีแดง ดำ เหลือง และน้ำตาล
ภาพเขียนเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อประมาณ 3000 ปีมาแล้ว แถบชายฝั่งทะเลอันดามัน มีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ดำรงอยู่ด้วยการอาศัยทรัพยากรตามชายฝั่ง และในทะเลเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย

The Big – headed Ghost Cave or the Skull Cave is located in Mo 2,2 Ban Bo Tho, Krabi Province’s Ao-luk District. The villagers here call it the Cave because in 2497 B.E skulls were found in the cave.
It is a laimestone cave with stalangmites and stalactites. Cave paintings are also found on the roof and the walls of the cave.
Compared to other caves in the south of Thailand, this cave is believed to have the largest number of mural paintings. The painted murals in the cave can be divided into tree main categories : Those in the shape of human beings and animals; nonhuman being; and those shaped like a hand and foot, A variety of colours was used in painting such as red, black, yellow, and brown.
These cave paintings are of immense archaeological value. Thry can be regarded as a convincing evidence that around 3,000 years ago there was a prehistoric community on the coast of Andaman Sea, who relied on natural resources in this area of food and shelter

ลักษณะของถ้ำ เป็นถ้ำโปร่งมีอากาศและแสงสว่าง เข้าได้หลายทิศทาง ลมพัดผ่านตลอด มีหินงออกหินย้อยภายในถ้ำ มีลักษณะเป็นถ้ำที่ที่แท้จริง ทางเข้าถ้ำหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีความลาดชัน ประมาณ 45 องศา หน้าถ้ำกว้างพอควร ภายในแบ่งเป็น 2 คูหา คูหาใหญ่มีทางเข้า 2 ทาง ทั้งสองคูหา เดินทะลุถึงกันได้ มีความกว้างขวางและเพดานสูง

ภาพที่น่าสนใจและเป็นจุดเด่นของถ้ำนี้ คือ ภาพที่อยู่บนเพดานใกล้ปากทางเข้าเป็นภาพคนคล้ายสวมเสื้อลายขวาง ยาวถึงข้อเท้ามีเขา กำลังหันข้าง ซึ่งอาจเป็นคนแต่งกายเลียนแบบสัตว์ อาจเป็น หมอผี หรือผู้ประกอบพิธีกรรม อย่างใด อย่างหนึ่ง ภาพสูง ประมาณ 80 ซม.

อีกมุมหนึ่งอยู่บนเพดานถัดไป ในคูหา 1 ทางขวามือ มือซ้ายมี 6 นิ้ว และมือขวา 5 นิ้ว แบบเงาทึบ ภาพลายเส้นกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและภาพกุ้งระบายสีทึบ แต่ภาพที่น่าสังเกตที่ถ้ำผีหัวโตนี้ คือ ภาพคน แทบทุกภาพ มีภาพนกเกาะอยู่บนแขนหรือข้อมือซ้ายเสมอ

สิ่งที่สะท้อนให้เราได้เห็นเจตนาของผู้ที่เขียนภาพในถ้ำผีหัวโตนี้ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความงาม แต่เป็นความต้องการที่จะบอกเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น และ/หรือ อาจมีความเชื่อบางอย่างแฝงอยู่ด้วย เช่น ภาพปลาที่มีจำนวนมากและมีลักษณะแตกต่างกันไป ดูเหมือนพยายามอธิบายชนิดของปลา ซึ่งอาจหมายถึง แหล่งอาหารปลาหลายชนิดที่กินได้ หรือปลาที่หายาก หรือเกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรมบางอย่างเพื่อความมั่นใจในการหาปลา หรือแสดงความเคารพต่อ (ปลา) สิ่งที่ช่วยให้พวกตนดำรงชีวิตอยู่ได้

จากรูปลักษณ์ของภาพที่มีแตกต่างปะปนกันหลายแบบและภาพมีความซ้อนทับกัน เป็นไปได้ว่ามีกลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการจับสัตว์น้ำเป็นหลัก โดยใช้เรือแพเป็นพาหนะเดินทาง เข้ามาใช้ถ้ำนี้พัก

อาศัยและประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ หรือทำกิจกรรมสำคัญบางอย่างเป็นครั้งคราว และดำเนินการติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจมีคนหลายกลุ่มคนเข้ามาใช้ประโยชน์จากถ้ำนี้ก็ได้

อย่างไรก็ตาม ผลงานเขียนภาพที่ถ้ำผีหัวโตนี้แสดงถึงจินตนาการของผู้วาดภาพที่ถ่ายทอดและสื่อความหมายออกมาเป็นรูปแบบของภาพที่แตกต่างจาก
แหล่งภาพเขียนแหล่งอื่นๆเท่าที่พบในประเทศไทย

ภาพทั้งหมดนั้นมีประมาณ 163 ภาพ ภาพคนนั้นมีจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยพบ (ประมาณ 40 ภาพ) มีหลายขนาดด้วยกัน สูงตั้งแต่ 15 ซม. จนถึง 95 ซม. และมีวิธีการเขียน รายละเอียดแตกต่างไม่ซ้ำแบบกันเลย แสดงให้เห็นใบหน้าและเส้นผม ประดับตกแต่ง ร่างกายหรือ มีการแต่งตัวไม่ซ้ำแบบกันเลย แสดงอาการเคลื่อนไหวและอยู่นิ่งเฉยๆ

ภาพเขียนเหล่านั้นเขียนด้วยสีแดง น้ำตาลแดง สีดำและสีเหลือง เขียนในแบบต่างๆกัน คือ แบบระบายเงาทึบ (silhouette) แบบโครงร่างรอบนอก (outline) และเขียนแบบเค้าโครงร่างรอบนอกแล้วตกแต่ง หรือ เขียนลวดลายภายในด้วยลายเรขาคณิตเป็นเส้นหรือจุดสี จึงทำให้ภาพ มีความหลากหลายแตกต่างกัน โดยเฉพาะภาพคนมีลักษณะ คล้ายภาพคนตามจินตนาการของเด็กๆ ซึ่งเรามักจะพบเห็นในภาพเขียนของเด็กๆ ในปัจจุบัน

ภาพคนกับภาพสัตว์ (รวมทั้งภาพคนแต่งกายเลียนแบบสัตว์) หรือกับสิ่งของมันจะเขียนอยู่ร่วมกันหรือใกล้ๆ กันน่าจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่ง ดังเช่น ภาพคนที่มีนกเกาะอยู่บนแขนข้างซ้ายแทบทุกภาพและมีจำนวนมาก บางภาพเขียนรวมอยู่กับภาพเรียอาจต้องการแสดง ให้เห็นว่านก (หรือเหยี่ยว) ที่เกาะอยู่บนแขนนั้นเป็นสัตว์เลี้ยง อาจช่วยในการจับปลาหรือหาปลา หรือนำทางไปหาแหล่งอาหารหรือเป็นสัตว์นำโชค (ถือโชคลาง) หรืออาจมีความหมายเนื่องในพิธีกรรมความเชื่อ ดังเช่น พวกชาวเลหรือชาวทะเลอื่นๆ ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ท่องเที่ยวเดินทางร่อนเร่อยู่ตามหมู่เกาะต่าง และท้องทะเลในทะเลอันดามันมาช้านานมาก เชื่อว่าบรรพบุรุษของเขาตายไปจะอยู่ในร่างนก คอยคุ้มครองและบอกเหตุอันตรายแก่พวกเขา และเชื่อในโลกสวรรค์และนรกเมื่อมีคนตาย “นก” จะนำวิญญาณของผู้ตายหรือบรรพบุรุษของตนไปสู่สวรรค์โดยใช้เรือเป็นพาหนะเดินทาง

เรื่องราวส่วนใหญ่ได้ถูกอธิบายไว้บนแผ่นป้ายหมดแล้วครับ ภาพเขียนสีทั้งหมดที่เราพบเจอที่นี่ ถ้ำผีหัวโตแห่งนี้ มีอยู่มากมายหลากหลาย ซึ่งมันช่างต่างจากสิ่งที่ผมเคยรับรู้ กับโลกแคบๆในความคิดที่มองเห็นเพียงว่า มีเพียงแค่ภาพไม่กี่ภาพแค่นั้นเอง มันต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการมาเยือนครั้งนี้ ภาพเขียนสีทั้งหมด กับแผ่นป้ายอธิบาย ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่า ภายเขียนสีเหล่านี้หมายถึงสิ่งบ่งบอกสิ่งใดกันแน่ สำหรับผมแล้วมันเป็นภาพเขียนสีที่เกิดขึ้นและจากไปพร้อมกับคำตอบที่แท้จริง หากแต่ฝากไว้ซึ่งตำนานให้คนภายหลังได้ขบคิดกันไปต่างๆนาๆ หรือว่าที่นี่เป็นหอศิลป์ของใครบางคน ที่เมื่อยามว่างนั้นก็วาดลวดลายจิตรกรรมบนผนังถ้ำ และถูกทับถมด้วยเวลา กลายมาเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อน...

เราเดินชมภาพเขียนสีทุกจุด ทุกมุมมอง จนสุดเส้นทางเดิน บวกกับเวลาในยามเย็มแล้ว เราจึงตัดสินใจและบอกกับเลี่ยมว่า คงได้เวลากลับกันแล้ว

ระหว่างเส้นทางกลับ ผมมองเห็นชายชราผู้หนึ่ง โดยที่ผมมองเห็นหนวดสีขาวอยู่ไกลๆ ผมรู้สึกอยากได้ภาพคุณลุงขึ้นมา เพราะผมไม่เคยเห็นคนอายุประมาณนี้พายเรืออยู่คนเดียวเลย เราเลยพายเรือเข้าไปหา และได้สอบถามว่า คุณลุงอายุเท่าไหร่ และกำลังทำอะไรอยู่?

คุณลุงบอกกับเราว่า อายุ 88 ปีแล้วและกำลังตกปู พวกเราได้ฟังต่างก็ร้องออกมา ด้วยความทึ่งครับ กับความแข็งแรงของคนวัย 88 ปีครับ...

 
ภาพเก็บตก
แผนผังถ้ำผีหัวโตแสดงตำแหน่งของกลุ่มภาพ เกรงว่าจะหาภาพไม่เจอเหมือนอย่างเราในตอนแรก
 
ขออภัยในบางลีลา (ของเลี่ยม)
 
ภายในถ้ำค่อนข้างกว้างเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเรา
 
ลักษณะของถ้ำมีทางเข้าออกหลายด้าน

ทริปการเดินทางมาเยือนอ่าวลึก ร่องรอยแห่งศิลป์ ถิ่นถ้ำอันล้ำค่าครั้งนี้ของเรากับการเริ่มต้นของความพร้อมที่ไม่ดีนัก หากแต่เมื่อเราได้สัมผัสมันกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ทุกอย่างดูช่างเหมือนเป็นวงกลม สัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น

ผมขอแทนด้วยคำว่าห่วงโซ่ ซึ่งมันช่างเป็นห่วงโซ่ที่แข็งแรงระหว่าง คน ธรรมชาติ วิถีของที่นี่ กับโบราณคดีที่มีค่า ทุกอย่างสัมพันธ์เกื้อหนุนกันได้อย่างลงตัว จนการเดินทางครั้งนี้ของเราเอง เรารู้สึกเหมือนเข้าไปรวมอยู่ในห่วงโซ่เส้นนี้ด้วยเช่นกัน...

...จากการเดินทางผมตระหนักและรับรู้ได้ว่า บางครั้งการท่องเที่ยว อาจทำให้ภาพบางส่วนชำรุดได้ เพราะใครบางคนก็แล้วแต่ที่จับต้องภาพเขียนสีเหล่านั้นโดยไม่ได้เจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น ผมคงได้แต่ฝากไว้กับทุกคนว่า กฏเหล็ก คือ ห้ามจับต้อง ขูด ขีด เขียน ภาพเขียนสีเป็นอันขาด เพราะหากเราไม่ช่วยกันดูแลรักษา อนาคตอาจไม่มีภาพเขียนสีเหล่านี้ให้เราได้ดูชมกันอีกต่อไปและร่องรอยของคำว่า ตำนาน ย่อมจืดจางและเลือนลางจากเราไป...

ขอขอบคุณ

พี่ตุ๊และพี่แต๋ว สำหรับข้อมูลท่องเที่ยวอ่าวลึกและมิตรภาพไมตรีที่หยิบยื่นให้กับพวกเราด้วยอัธยาศัยที่แท้จริง และครอบครัวผู้ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ในวิถีได้อย่างลงตัว

เลี่ยม ไกด์นำทางอันแหลมคมที่บอกกับพวกเราเสมอว่า "ได้ครับ"

ทุกๆคนกับรอยยิ้ม ที่ไร่ปรีดาโฮมสเตย์

อ่าวลึก เส้นทางทุกเส้นทางของการเดินทางของเราที่ฝากไว้ซึ่งร่องรอยของตำนาน

ขอบคุณครับ

กรกฎาคม 2554

ป. ปฏิมินทร์... เรื่องและภาพ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :

ไร่ปรีดาย์โฮมสเตย์ : Rai Preda Homestay
คุณจตุรพร อร่าม (ตุ๊)
โทร 089-8664954, 089-8664953 (แต๋ว)
www.raipreda-homestay.com
E-mail : raipreda@hotmail.com